วัดแรกเริ่มที่ วัดชัยมงคล ตั้งอยู่เลขที่ 133 ถนนเจริญประเทศ ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ประวัติย่อๆ สร้างราวสมัยพระเจ้าติโลกราชกษัตริย์นครเชียงใหม่ในสมัยที่ถูกพม่าปกครอง ลักษณะของเจดีย์วัดชัยมงคลจึงเป็นศิลปะพม่า-มอญ เป็นวัดที่ทิศตะวันออกติดกับแม่น้ำปิงมีท่าน้ำลงมาที่แม่น้ำทำให้เป็นที่นิยมมาทำบุญ ปล่อยปลา ปล่อยเต่า ปล่อยหอย ฯลฯ เท่าที่จะสรรหามาปล่อยได้
วัดที่สอง วัดลอยเคราะห์ ตั้งอยู่ที่ ถนนลอยเคราะห์ ตำบลช้างคลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในสมัยกษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งราชวงค์เม็งราย วัดนี้จึงมีอายุราว 500 ปี มีพระพุทธรูปปางถวายเนตรและพระเจ้าทันใจประดิษฐานอยู่ วิหารกำลังบูรณะใหม่ ที่ตั้งของวัด อยู่ในย่านที่มีการท่องเที่ยวคึกคัก เพราะอยู่ใกล้ไนท์บาร์ซ่า รอบๆวัดจึงมี บาร์ เบียร์และเกรสเฮ้าส์ ต่างๆผุดขึ้น ทำให้ดูเสื่อมโทรมกับอบายมุขมากมาย แต่ก็อย่างว่าละครับเมืองท่องเที่ยวและอยู่ในย่านท่องเที่ยวกลางคืนด้วย ต้องทำใจกับการเปลี่ยนไปของโลกาภิวัฒน์
วัดที่สาม วัดหมื่นล้าน ตั้งอยู่ที่ ถนนราชดำเนิน(ใกล้ประตูท่าแพ) ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วัดหมื่นล้านถูกสร้างขึ้นในปีมะเส็ง จ.ศ. ๘๒๒ (พ.ศ.๒๐๐๒) ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ผู้ครองบัลลังก์ล้านนาประเทศในราชวงศ์มังรายหรือราชวงศ์เม็งราย ผู้สร้างวัดหมื่นล้านคือ "หมื่นโลกสามล้านขุนพลแก้ว" คู่บัลลังก์ของพระเจ้าติโลกราชซึ่งคนส่วนใหญ่รู้จักกันในนามของ "หมื่นด้ง" หรือ "หมื่นด้งนคร" ในบรรดาทั้งเก้าวัดที่ไปทำบุญมานี้ รู้สึกของผมคิดว่า วัดนี้ดูโทรมๆกว่าทุกที่ กรรมการวัดควรที่จะช่วยกันคิดพัฒนา ให้เป็นวัดที่สวยและสะอาดตา ถึงแม้ว่าต้องใช้ปัจจัยไม่น้อยก็ตาม แต่เชื่อว่าคงไม่ยากเกินไปเพราะที่ตั้งก็อยู่ในบริเวณถนนเดิน เอาใจช่วยครับหวังว่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในเร็ววันนี้
วัดที่สี่ วัดดวงดี ที่ตั้ง ถนนพระปกเกล้า(อยู่ใกล้อนุสาวรีย์สามกษัตริย์) ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ประวัติของวัดไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัดนัก แต่ตามหลักฐานที่ทางอดีตเจ้าอาวาส (พระอธิการบุญชู อภิปุญฺโญ)ได้ขอให้คุณปวงคำ ตุ้ยเขียว ค้นคว้าและเรียบเรียงประวัติวัดดวงดี เพราะเป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ ชื่อเดิมคือวัดต้นหมากเหนือ มีเจ้านายเมืองเชียงใหม่องค์หนึ่งเป็นผู้สร้างวิหารและโบสถ์แบบพื้นเมืองล้านนา ในแต่ละวันมีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก ในทริปเก้าวัดครั้งนี้ผมยกให้เป็นเบอร์หนึ่งเลยนะครับ ไม่ใช่เรื่องความมีชื่อเสียงอะไรหรอกครับ แต่ความเป็นระเบียบ ความสะอาด การจัดภูมิสถาปัตย์ สวยงามเป็นระเบียบลงตัวมากครับ แต่ละอาคารมีป้ายบอกทั้งชื่อภาษาล้านนา ไทย อังกฤษ สถานที่โดยรวมสวยเหมือนรีสอร์ทหรูๆ ผมไม่ได้พูดเกินไปจริงๆนะครับ ต้องไปสัมผัสกับตัวท่านเอง ฟ้าสวยอากาศปลอดโปร่ง ต้องไปเก็บภาพมาอีกครับ
วัดที่ห้า วัดเจดีย์หลวง ที่ตั้ง ถนนพระปกเกล้า(ใกล้สี่แยกกลางเวียง) ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีประวัติยาวมากแล้วค่อยแตกประเด็นออกมานะครับ เอาประวิติคร่าวๆ แต่เดิมวัดเจดีย์หลวง ชื่อ “โชติการามวิหาร” แปลว่า พระอารามที่มีแต่ความรุ่งเรืองสว่างไสว เนื่องจากเป็นสถานที่บรรจุพระเกศาธาตุ และพระธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้ยังมีความหมายอีกนัยหนึ่งของคำว่า “โชติการาม” คือ เวลาที่มีการจุดประทีปโคมไฟไปประดับบูชาองค์พระธาตุเจดีย์หลวง จะปรากฏจะปรากฏแสงสีสว่างไสว มองเห็นองค์พระเจดีย์คล้ายเชิงเทียนที่มีเปลวไฟลุกโชติช่วงสว่างไสว ดูแล้วมีความงดงามยิ่งนัก สามารถมองเห็นได้แต่ไกล ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดเจดีย์หลวง” เนื่องจากในภาษาเหนือ หรือคำเมือง หลวงแปลว่า “ใหญ่” หมายถึง พระธาตุเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ วัดนี้ผมข่อนข้างผูกพันธ์เพราะเป็นลูกศิษย์วัดนี้มาตั้งแต่เด็ก มีโอกาสจะเล่าให้ฟังครับ (มันยาวนะ)
วัดที่หก วัดหมื่นเงินกอง ที่ตั้งถนนสามล้าน และ ถนนราชมรรคาตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วัดหมื่นเงินกอง นี้สร้างในสมัยพระเจ้ากือนา ชื่อ "หมื่นเงินกอง" เป็นชื่อของมหาอำมาตย์ของพระเจ้ากือนา กษัตริย์เชียงใหม่ หมื่นเงินกอง มีตำแหน่งเป็นขุนคลัง ในรัชกาลพระเจ้ากือนา ซึ่งโปรดให้หมื่นเงินกอง ไปอาราธนา "พระสุมนะเถระ" จากเมืองสุโขทัย ให้มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์ จึงเป็นที่เข้าใจกันว่า มหาอำมาตย์หมื่นเงินกอง ผู้สร้างวัดเมธัง และวัดช่างลาน มาแล้ว เป็นผู้สร้างวัดหมื่นเงินกอง แล้วตั้งชื่อวัด ให้เป็นมงคลแก่ยศ บรรดาศักดิ์ของตนที่ได้รับพระราชทานคือ หมื่นเงินกอง
วัดที่เจ็ด วัดเชียงมั่น ตั้งอยู่ ถนนราชภาคินัย ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ วัดนี้เดิมเป็นพระราชวังหรือคุ้มหลวงที่ประทับของพญามังรายมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งล้านนาไทย ก่อนที่พระองค์จะสร้างนครเชียงใหม่นี้ พญามังรายมหาราชเป็นประธานพร้อมด้วยพญางำเมืองและพ่อขุนรามคำแหง ได้ทรงสร้างพระเจดีย์ตรงที่ราชมณเฑียรหอประทับของพระองค์ แล้วทรงขนานนามว่า "วัดเชียงมั่น" ให้เป็นพระอารามแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1840 เป็นที่ประดิษฐานพระเสตังคมณีหรือพระพุทธรูปแก้วผลึกสีขาวปางมารวิชัย ถือเป็นที่เคารพสักการะของชาวเชียงใหม่ ถ้าท้องฟ้าสวยงามยังไงก็จะกลับไปถ่ายรูปอีกครั้ง ผมยังมีรูปถ่ายวัดนี้น้อยมาก ทั้งๆที่จริงมีอะไรให้ศึกษาอีกเยอะครับ
วัดที่แปด วัดดับภัย ตั้งอยู่ ถนนสิงห์ราช ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เดิมชื่อ “วัดอภัย” หรือ “วัดตุงกระด้าง” มีตำนานเล่าว่า เมื่อพญาอภัยล้มป่วยทำการรักษาอย่างไรก็ไม่ทุเลา จึงตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าหลวงพ่อดับภัย อาการเจ็บป่วยก็หายไปพลัน พญาอภัยจึงให้บริวารลูกหลานตั้งบ้านเรือนบริเวณวัด และบูรณะปฏิสังขรณ์ จึงเรียกชื่อใหม่ว่าวัดดับภัย เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมแบบพื้นเมืองล้านนา วัดแห่งนี้มีบ่อน้ำอยู่หน้าวิหาร เชื่อว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ สมัยพระเจ้าอินทวโรรส เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 8 เสด็จกลับจากกรุงเทพ ฯ ต้องแวะมาวัดดับภัย เพื่อนำน้ำในบ่อนี้ไปสรงน้ำพระพุทธมนต์ ก่อนแวะไปวัดเชียงยืนเพื่อ วัดนี้เป็นอีกหนึ่งวัดท็อปฮิตของผู้ที่มาเจิมรถใหม่ป้่ายแดง หรือรถใหม่เราแต่เก่าคนอื่น คงจะเป็นเพราะชื่อวัดคนจึงเอารถมาเจิมเพื่อให้เกิดสิริมงคล แม้แต่ผมเองก็เอารถมาเจิมที่วัดนี้สองคันแล้วครับ
วัดที่เก้า วัดพระสิงห์ ตั้งอยู่ ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ประวัติย่อๆ พญาผายู กษัตริย์เชียงใหม่ราชวงศ์เม็งราย โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๑๘๘๘ ขั้นแรกให้สร้างเจดีย์สูง ๒๓ วา เพื่อบรรจพระอัฐิ ของพญาคำฟู พระราชบิดา ต่อมาอีกสองปีจึงสร้างพระอาราม เสนาสนวิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร และกุฎิสงฆ์เรียบร้อย ทรงตั้งชื่อว่า "วัดลี" ต่อมาบริเวณหน้าวัดมีตลาดเกิดขึ้นชาวบ้านเรียกว่า "ตลาดลีเชียง" แล้วเรียกวัดว่า "วัดลีเชียง" และ "วัดลีเชียงพระ" ระหว่างปี พ.ศ. ๑๙๓๑ - ๑๙๕๔ สมัยพระเจ้าแสนเมืองมา ขึ้นครองนครเชียงใหม่โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองเชียงราย เมื่อขบวนช้างอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาถึงหน้าวัดลีเชียงก็ไม่ยอมเดินทางต่อ พระเจ้าแสนเมืองมาจึงให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐาน ณ วัดลีเชียง ประชาชนทางเหนือนิยมเรียก"พระพุทธสิหิงค์" สั้นๆ ว่า "พระสิงห์" จึงเรียกชื่อวัดตามพระพุทธรูปว่า "วัดพระสิงห์" เมื่อถึงปี พ.ศ. ๒๓๕๔ พระเจ้ากาวิละได้โปรดฯ ให้สร้างอุโบสถ และหอไตรขึ้น โดยมีลักษณะเป็นอาคารทรงล้านนาขนาดใหญ่ ตรงกลางอาคารมีกู่ซึ่งแต่เดิมคงเป็นสถานที่ที่ประดิษฐานพระประธาน ใครอยากรู้ประวัติละเอียดไปหาเอาในเน็ตเองนะครับ วัดนี้ใครก็ตามที่มาเที่ยวเชียงใหม่ส่วนใหญ่ผมเชื่อว่าต้องมาที่วัดแห่งนี้ ผมเองอยู่เชียงใหม่ยังไม่เคยเบื่อกับการไปถ่ายรูปที่วัดปห่งนี้เลยครับ
ถ้าท่านต้องการที่จะไปเที่ยวสถานที่แห่งนี้
ลงรถที่สถานนีขนส่งอาเขต ที่เชียงใหม่ แห่งใหม่(อาเขต3)
หรือสถานีขนส่งอาเขต เก่า (อาเขต2)
ท่านจะเห็นรถสองแถวแดงที่คอยบริการท่าน
จอด เรามีรถไว้บริการท่านจำนวนมาก หลากหลายสไตล์
ที่ท่านชอบ หรือว่าท่านจะสดวก ติดต่อมาก่อนก็ได้
ที่หมายเลข 081-5688750 ยินดีให้บริการแนะนำ
ท่องเที่ยวเชียงใหม่

















ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น